การเลือกยาทาเล็บให้เหมาะกับตัวเองนั้น ก็ถือว่าเป็นการเสริมสร้างให้บุคลิกเราดูดีได้ แต่หากเราเลือกอะไรที่ไม่เหมาะกับตัวเองมันก็อาจจะทำให้เราดูเสียบุคลิกได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความมั่นใจของเราด้วย 

วันนี้เราจึงมี วิธีการเลือกยาทาเล็บให้เหมาะกับตัวเอง มาฝากกัน เพราะไม่ใช่เพียงเรื่องเลือกสีเท่านั้น ที่เป็นปัญหา แต่การเลือกยาทาเล็บนั้นยังมีปัจจัยอื่นอีกหลายอย่าง ให้เราต้องเลือกให้ดี

เลือกสียาทาเล็บที่เหมาะกับสีผิว
ถึงแม้เราจะทาเล็บสีเดียวกับเพื่อน แต่กลับได้อิมเมจที่แตกต่างกัน นั่นเป็นเพราะสีผิวของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกันนั่นเอง เราจึงควรเลือกยาทาเล็บที่เข้ากับสีผิวของตนเอง เพื่อขับผิวที่มือให้โดดเด่นมากที่สุด

ผิวขาวและผิวขาวอมชมพู เหมาะกับสีโทนเย็น
สำหรับใครที่มีผิวขาวหรือขาวอมชมพู ขอบอกเลยว่า เป็นโทนผิวที่น่าอิจฉาเป็นอย่างยิ่ง เพราะเข้ากับสีทาเล็บได้แทบทุกสี แต่จะเหมาะกับสีโทนเย็นอย่างสีน้ำเงิน สีฟ้าน้ำทะเลและสีเขียวเป็นพิเศษ นอกจากนี้ สีโทนเบจก็เป็นโทนสีที่อยู่ในโทนเดียวกับสีขาว ดังนั้น จึงเข้ากับผิวขาวหรือขาวอมชมพูได้เป็นอย่างดี คุณจึงเลือกทาได้ตามลุคที่ต้องการเลย

ผิวขาวอมเหลืองและผิวคล้ำ เหมาะกับสีโทนอุ่น
สำหรับสาว ๆ ชาวไทยที่ส่วนใหญ่มักจะมีผิวขาวเหลือง ผิวออกแทนหรือผิวสีน้ำผึ้ง จะเหมาะกับสีโทนอุ่นและสีสันสดใสอย่างสีส้ม สีแดงและสีเหลืองที่สุด เพราะจะช่วยขับผิวให้ดูผ่องและโดดเด่นยิ่งขึ้น หรืออาจจะเลือกเป็นโทนสีน้ำตาลที่ใกล้เคียงกับสีเบจหรือสีนู้ดก็ได้เช่นกัน ทั้งยังสามารถใช้ทาได้ในทุกโอกาส รับรองว่า ลุคของคุณจะดูแพงอย่างมีระดับ ไม่มีโป๊ะแน่นอน

เลือกจากความเร็วในการแห้งของยาทาเล็บ
ความเร็วในการแห้งหลังจากทาเล็บนั้นสามารถแบ่งออกเป็น 2 แบบ ได้แก่ “แบบแห้งช้า” ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควรเพื่อรอให้สีแห้ง และ “แบบแห้งไว” โดยแต่ละประเภทก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความสะดวกและความเหมาะสมในการใช้งาน เราไปทำความเข้าใจกับข้อแตกต่างของแต่ละประเภทกันเลยดีกว่า

ยาทาเล็บแบบแห้งช้า
จุดเด่นของยาทาเล็บประเภทนี้ คือ มีการระเหยช้า ทำให้สามารถเก็บไว้ได้นานโดยที่ตัวเนื้อยาทาเล็บไม่แข็งตัวเป็นก้อน เหมาะกับคนที่ไม่ค่อยได้ทาบ่อยหรือมียาทาเล็บหลายสี แม้ว่านาน ๆ จะวนกลับมาทาสักทีก็สามารถใช้ได้จนหยดสุดท้าย แต่มีข้อเสียตรงที่แห้งช้า หากเผลอนำมือไปสัมผัสโดนสิ่งของก็อาจทำให้เล็บเลอะและต้องทาใหม่ได้ ซึ่งก็สามารถแก้ไขได้ง่าย ๆ ด้วยการเป่าด้วยไดร์เป่าผม ใช้สเปรย์ฉีดให้แห้งไว หรือจุ่มมือลงในน้ำเย็นจัด ๆ ซึ่งเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมไม่น้อยเลย

ยาทาเล็บแบบแห้งไว
ยาทาเล็บแบบแห้งไวนั้นเหมาะกับคนที่มีเวลาไม่มาก ไม่อยากใช้เวลานานในการรอให้แห้ง และจำเป็นต้องใช้งานแบบฉุกเฉิน เพราะหลังจากทาแล้ว เล็บก็จะแห้งสนิทภายในเวลาเพียง 60 วินาที แต่ด้วยคุณสมบัติแห้งไวเช่นนี้เอง ทำให้เก็บใช้งานได้ไม่นานนัก หากเผลอเปิดฝาทิ้งไว้ก็อาจทำให้เนื้อด้านในแข็งจนไม่สามารถใช้ได้อีก ซึ่งอาจแก้ไขได้ง่าย ๆ ด้วยการใส่น้ำยาเติมสียาทาเล็บ (Nail Polish Thinner) เข้าไปผสมสักเล็กน้อย ก็จะทำให้เนื้อของยาทาเล็บกลับมาอยู่ในรูปของของเหลวเช่นเดิมได้

เลือกตามประเภทของเนื้อยาทาเล็บ
ยาทาเล็บสามารถแบ่งออกเป็นหลายประเภทขึ้นอยู่กับลักษณะพิเศษของเนื้อสัมผัส เช่น เนื้อสีใส เนื้อผสมกากเพชร และเนื้อประกายมุก ซึ่งมีผลต่อระดับความยากง่ายในการทา หากรู้ความแตกต่างของแต่ละเนื้อสัมผัสของยาทาเล็บแล้ว ก็จะช่วยให้เราเลือกยาทาเล็บที่มีคุณสมบัติตรงตามต้องการได้ง่ายยิ่งขึ้น

ยาทาเล็บประเภทสีพื้นหรือแบบผสมกากเพชร เหมาะสำหรับมือใหม่
สำหรับใครที่เป็นมือใหม่ ทาเล็บไม่ค่อยเก่งหรือมือไม่นิ่ง ควรเลือกซื้อยาทาเล็บที่ผสมกากเพชร เนื่องจากไม่ต้องกังวลเรื่องคลื่นหรือความไม่สม่ำเสมอ ยิ่งกากเพชรมีขนาดใหญ่ก็ยิ่งมองเห็นคลื่นได้ยากมากขึ้น แต่ข้อควรระวังในการทายาทาเล็บที่มีกากเพชร คือ ต้องระวังไม่ให้กากเพชรยื่นออกมาจากเล็บ ด้วยเทคนิคเพียงเท่านี้ ถึงจะทาได้ไม่เก่ง แต่คุณก็สามารถมีฟินิชลุคที่ดูสวยเนียนได้ หรือหากจะทายาทาเล็บที่เป็นสีพื้นก็ควรเลือกโทนสีเข้มแทนที่จะเป็นสีอ่อนอย่างสีเบจ สีขาว หรือสีพาสเทล เพราะเมื่อทาออกมาแล้ว จะเห็นรอยคลื่นได้ยากกว่ายาทาเล็บที่มีสีอ่อนนั่นเอง

ยาทาเล็บสีใส เหมาะสำหรับคนที่เริ่มชำนาญ
ยาทาเล็บสีใส มีลักษณะเป็นสีแบบโปร่งแสง มีความเงา แต่ไม่เท่า Top Coat โดยจะมีสีโทนอ่อน ๆ คล้ายนมหรือสีนมเย็น ซึ่งสีแบบนี้จะมีความสวยงาม เพราะให้ความแวววาว แต่ถ้าคุณไม่มีฝีมือในการทามากพอ ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาอาจจะเป็นคลื่น ไม่เรียบเนียนสม่ำเสมอ นอกจากนี้ คนที่มีความคิดสร้างสรรค์ก็อาจตกแต่งเพิ่มเติมได้ด้วยการติดเพชร คริสทัล หรือลวดลายต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความสวยงามหรือปิดตรงจุดที่ทาไม่เนียนก็ได้เช่นกัน

ยาทาเล็บเนื้อมุก เหมาะกับผู้เชี่ยวชาญในการทาเล็บ
สำหรับสาว ๆ ที่มีความชำนาญในการทาเล็บอยู่แล้ว ก็อาจเลือกซื้อยาทาเล็บเนื้อมุกที่มีความมันวาว ซึ่งแม้จะทาได้ยาก เพราะต้องใช้ทั้งความเร็วและต้องกะปริมาณให้พอเหมาะ แต่หากทาได้เรียบเนียนสวยงาม ก็จะให้อิมเมจดูเป็นสาวมีคลาสและดูหรูหราได้อย่างลงตัว และแน่นอนว่า หากคุณยังไม่ใช่มือโปรในการทาเล็บ แนะนำว่าให้ข้ามยาทาเล็บประเภทนี้ไปก่อนจะดีที่สุด

เลือกยาทาเล็บที่ปลอดสารเคมีอันตราย
ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ยาทาเล็บหลาย ๆ แบรนด์หันมาใส่ใจในสุขภาพของผู้บริโภคกันมากขึ้น โดยออกผลิตภัณฑ์ยาทาเล็บปราศจากสารเคมีมาเป็นตัวเลือกให้ทุกคนได้เลือกใช้ ซึ่งเราควรมองหาผลิตภัณฑ์ที่มีสัญลักษณ์ Number-Free ที่เป็นตัวบอกมาตรฐานความปลอดภัยของยาทาเล็บว่า ในยาทาเล็บขวดนั้นปราศจากสารเคมีอันตรายชนิดไหนบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว ยาทาเล็บที่มีความปลอดภัยควรมีอย่างน้อย 3-Free คือ ปราศจากสารเคมีอันตราย 3 ชนิด ได้แก่ Toluene, Formaldehyde และ Dibutyl Phthalate (DBP) 

  • โทลูอีน (Toluene) เป็นตัวละลายยาทาเล็บ ช่วยให้เนื้อยาทาเล็บมีเนื้อสัมผัสเรียบเนียนและทาง่าย หากสูดดมเข้าไปเป็นเวลานาน อาจส่งผลอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจและระบบประสาทได้
  • ฟอร์มาลดีไฮด์ (Formaldehyde) คือ สารกันเสียที่ช่วยเพิ่มความคงทนของเล็บ โดยจะทำให้ยาทาเล็บแข็งตัวและยึดเกาะกับเล็บได้ดี หากสูดดมไอระเหยจากฟอร์มาลดีไฮต์เข้าไปเป็นเวลานาน จะส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ ทำลายภูมิคุ้มกันและก่อให้เกิดมะเร็งได้ นอกจากนี้ หากสัมผัสกับผิวหนังเป็นประจำจะทำให้ผิวหนังแห้ง เกิดผื่นคัน หรือผิวหนังอักเสบ
  • ไดบิวทิลฟทาเลต (Dibutyl Phthalate) เป็นสารที่ช่วยเสริมให้ยาทาเล็บติดทนนาน หากสูดดมเข้าไปเป็นระยะเวลานาน จะส่งผลกระทบต่อฮอร์โมนและระบบสืบพันธุ์

เลือกยาทาเล็บที่คุณภาพดีและติดทนนาน
ถึงแม้น้ำยาทาเล็บจะมีหลากหลายราคาให้เลือกซื้อตั้งเเต่ราคา 20 บาท ไปจนถึงราคาเกือบพัน ถือเป็นช่วงราคาที่ห่างกันมาก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพและความติดทนได้พอสมควร โดยยาทาเล็บที่มีราคาถูกมักจะได้สีที่ไม่เด่นชัดและหลุดลอกเร็ว ทำให้ต้องเพิ่มความคงทนด้วยการทา Base Coat และ Top Coat เพิ่ม ในขณะที่ยาทาเล็บจากแบรนด์ดังที่ได้รับความนิยมมักจะอยู่ได้นานกว่า แม้จะไม่ได้ทา Top Coat เคลือบเลยก็ตาม ดังนั้น เราจึงควรเลือกซื้อยาทาเล็บจากแบรนด์ที่มีคุณภาพและน่าเชื่อถือ เพื่อประสิทธิภาพในการทาและสุขภาพที่ดีของเล็บ