ประชาธิปไตย

ประชาธิปไตย ลุ่ม ๆ ดอน ๆ หรือ ประชาธิปไตยครึ่งใบ

ประชาธิปไตย อันเป็นผลมาจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม “ยุคประชาธิปไตย” หรือ “การทดลองประชาธิปไตย” ความขัดแย้งที่ถูกกดขี่มานานหลายทศวรรษได้ปรากฏให้เห็น รัฐบาลพลเรือนที่เกิดและรัฐธรรมนูญใหม่ที่อนุญาตให้สมาชิกรัฐสภาทั้งสองได้รับการเลือกตั้งทั้งหมด

องค์กรและกิจกรรมทางการเมืองที่ไม่เคยมีมาก่อนถือกำเนิดขึ้น มีการประท้วงของกรรมกรและชาวนาทั่วบริเวณ ความคิดเห็นของประชาชนมีอิสระ งานเขียนของปัญญาชนฝ่ายซ้ายได้รับความนิยม นายกรัฐมนตรี หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์

ปราโมชย์สามารถเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อถอนฐานทัพทหารออกจากประเทศ และสร้างสัมพันธ์กับสาธารณรัฐประชาชนจีน และคอมมิวนิสต์ชนะสงครามเวียดนาม หลังการเลือกตั้งในปี 2519

ได้รัฐบาลร่วมอีกรัฐบาลหนึ่งที่ความขัดแย้งเปราะบางในสภาทำให้รัฐบาลแก้ปัญหาได้ยากขึ้น และนักศึกษาฝ่ายซ้ายก็เริ่มทำให้ผู้สนับสนุนแปลกแยก ราชาธิปไตย ชนชั้นกลางและชนชั้นกลางของเมืองจำนวนมากเริ่มสนับสนุนกลุ่มปีกขวา

เช่น นวพล กลุ่มลูกเสือชาวบ้าน กลุ่มกระทิงแดง เพราะเห็นว่า นักเรียนถูกคอมมิวนิสต์นำ โดยในช่วงนี้ นักเรียนฝ่ายซ้ายมีปฏิกิริยารุนแรง พ.ศ. 2519 จอมพลถนอม สามเณร เดินทางกลับประเทศ กับพระบรมวงศานุวงศ์มาเยี่ยมชมวัด

มีการประท้วงทุกวันในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อเข้าสู่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2519 ปฏิกิริยาฝ่ายขวาต่อการประท้วงปลุกระดมให้นักศึกษาเป็นคอมมิวนิสต์ จนในที่สุดก็เกิดการสังหารหมู่นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิชาการต่างชาติมองว่า สถาบันพระมหากษัตริย์มีส่วนในการส่งเสริมกิจกรรมจากการสนับสนุนกลุ่มฝ่ายขวาและการเสด็จเยือนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เยือนพระถนอม กองทัพเข้ายึดครองการเมืองอีกครั้ง และการแสดงออกถูกปิดกั้น

พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ (ขวา) กับประธานาธิบดีสหรัฐ โรนัลด์ เรแกน พลเอกเปรมเป็นนายกรัฐมนตรี 8 ปีในระบอบ ” ประชาธิปไตย ครึ่งใบ”

หลังรัฐประหารปี 2519 มีรัฐบาลฝ่ายขวาจัดที่ควบคุมอย่างเข้มงวด นักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายหลายคนหนีเข้าไปในป่าและออกนอกประเทศ รัฐบาลเริ่มสูญเสียการสนับสนุนจากกองทัพ จนกระทั่งเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีในปี พ.ศ. 2520

รัฐบาลใหม่ พล.อ.เกรียงศักดิ์ จามนันท์ ได้ลดความรุนแรงของฝ่ายขวาและพยายามนำผู้หลบหนีออกจากป่า ในช่วงเวลานั้นได้เกิดเหตุการณ์ที่เวียดนามบุกกัมพูชา ทำให้ชายแดนด้านตะวันออกของประเทศมีผู้ลี้ภัยหลายแสนคน และกลุ่มติดอาวุธบางกลุ่มพยายามข้ามพรมแดน

เมื่อประกอบกับภาครัฐไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ บังคับให้ลาออกก่อนรัฐประหารในปี พ.ศ. 2523 ระหว่างรัฐบาลของเปรม มีการวางนโยบายเพื่อยึดกองทัพเวียดนามไว้ที่ชายแดนโดยได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา รัฐบาลยังสามารถนำผู้ก่อกบฏกลับคืนสู่สังคมและจัดการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2526

ในทศวรรษนั้นเห็นได้ชัดว่าพระมหากษัตริย์มีบทบาททางการเมือง หลังจากสนับสนุนนักเรียนในปี 2516 เขาก็เปลี่ยนมาสนับสนุนกลุ่มขวาจัดในปี 2519 และรัฐบาลธานินทร์ จนกระทั่งรัฐบาลของพลเอกเปรม ปรากฏชัดในช่วงกบฏหนุ่มเติร์กในปี 2524 เมื่อเขาประกาศสนับสนุนรัฐบาลเปรมทำให้การกบฏล้มเหลว

ผู้ประท้วงกับทหารในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ

ในช่วงปี 1980 และ 1990 มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้ง กรุงเทพมหานครได้กลายเป็นหนึ่งในเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลกและมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงที่สุดในโลก ประเทศเข้าสู่สถานะอุตสาหกรรมใหม่ที่ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัน ชนะการเลือกตั้งในปี 2531

เขาดูแลกองทัพที่เป็นของเขา ทำให้อีกกองทัพหนึ่งเข้ายึดอำนาจในเดือนกุมภาพันธ์ 2534 นำโดย พล.อ.สุจินดา คราประยูร ตอนแรกเขาสัญญาว่าจะไม่ยึดอำนาจทางการเมือง แต่ในที่สุดเขาก็กลายเป็นหัวหน้ารัฐบาลใหม่ในระหว่างการประท้วงที่กรุงเทพฯ ในเดือนพฤษภาคม 2535

ลงเอยด้วยการสั่งปราบปรามผู้ประท้วงอย่างรุนแรง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ พล.อ.สุจินดา และ พล.ต. จำลอง ศรีเมือง แกนนำผู้ชุมนุมเข้าร่วมการประชุม จากนั้นพลเอกสุจินดาลาออกจากตำแหน่งเมื่อกลางปี ​​2540 เมื่อฟองสบู่เศรษฐกิจแตก

อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาทและดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลงอย่างรวดเร็ว วิกฤตครั้งนี้ทำให้รัฐบาลต้องต่อสู้กับศิลปอาชาและพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ลมชวน หลีกภัย กลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง รัฐบาลสามารถเจรจาข้อตกลงกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ แม้ว่าเงินกู้จะช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยก็ตาม แต่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าเป็นกองทุนช่วยเหลือคนรวย มีการทุจริตครั้งใหญ่

 

บทความก่อนหน้านี้ : หลังสงครามโลก เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2488