การแบ่งยุคสมัย

การจัดแบ่งยุคทางประวัติศาสตร์ของไทยนั้น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงแสดงพระทัศนะไว้ในพระนิพนธ์เรื่อง “ตำนานหนังสือพระราชพงศาวดาร” ในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาเมื่อ พ.ศ. 2457 ถึงการแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ของไทยไว้ว่า “เรื่องพระราชพงศาวดารสยาม ควรจัดแบ่งเป็น 3 ยุค คือ เมื่อกรุงสุโขทัยเป็นราชธานียุค 1 เมื่อกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานียุค 1 เมื่อกรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานียุค 1” ซึ่งการลำดับสมัยทางประวัติศาสตร์แบบเส้นตรง (Linear) โดยวางโครงเรื่องผูกกับกำเนิดและการล่มสลายของรัฐ กล่าวคือใช้รัฐหรือราชธานีเป็นศูนย์กลางเช่นนี้ ยังคงมีอิทธิพลอยู่มากต่อการเข้าใจประวัติศาสตร์ไทยในปัจจุบัน

นักวิชาการให้เหตุผลในการเลือกเอาอาณาจักรสุโขทัยเป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ไทยไว้ 2 เหตุผล ได้แก่ 1) วิชาประวัติศาสตร์มักยึดการเริ่มมีภาษาเขียนเป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ เมื่อประกอบกับการประดิษฐ์อักษรไทยในรัชกาลพ่อขุนรามคำแหงมหาราช จึงเหมาะสมเป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ไทย และ 2) สะดวกในการนับเวลาและเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องกัน เพราะนักประวัติศาสตร์มีหลักฐานความสืบเนื่องกันตั้งแต่สมัยสุโขทัยมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์จนถึงปัจจุบัน ทว่า เหตุผลทั้งสองประการก็ยังไม่เป็นที่ยอมรับกันอย่างเป็นเอกฉันท์นัก[2]

ในปัจจุบัน มีข้อเสนอใหม่ ๆ เกี่ยวกับโครงเรื่องประวัติศาสตร์ไทยขึ้นมาบ้าง ที่สำคัญคือ ศ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ได้เสนอถึงหัวข้อสำคัญที่ควรเป็นแกนกลางของประวัติศาสตร์แห่งชาติไทยไว้ 8 หัวข้อ

ประวัติศาสตร์ไทยช่วงต้น

ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทยช่วงต้น เริ่มต้นที่แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง แม้อายุที่แน่นอนนั้นยังเป็นที่ถกเถียงกัน ทว่าคนส่วนใหญ่เชื่อว่าน่าอยู่ก่อน 3600 ปีก่อนคริสต์ศักราช ผู้อาศัยได้พัฒนาเครื่องมือสัมฤทธิ์ รวมไปถึงปลูกข้าวซึ่งเป็นตัวกระตุ้นสำหรับโครงสร้างทางสังคมและการเมือง

ต่อมาอารยธรรมมลายู มอญ และเขมร ได้แผ่ขยายเข้ามาในภูมิภาคก่อนการครอบครองของคนไทย โดยอารยธรรมที่มีความโดดเด่นได้แก่ อาณาจักรศรีวิชัยในทางใต้ อาณาจักรทวารวดีในภาคกลางของประเทศไทย และจักรวรรดิขแมร์ที่ตั้งอยู่ ณ เมืองพระนคร

ชาวไทยเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มชาติพันธุ์ขนาดใหญ่ที่มีชื่อว่า กลุ่มชาติพันธุ์ไท-กะได โดยเป็นกลุ่มที่ประกอบด้วย ชาวลาว ชาวไทใหญ่จากภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศพม่า ชาวจ้วงจากกว่างซีในประเทศจีน รวมไปถึงชาวโท้และชาวนุงจากภาคเหนือของประเทศเวียดนาม การอพยพจากตอนใต้ของประเทศจีนมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกิดขึ้นในช่วงสหัสวรรษแรกของคริสต์ศักราช โดยมีความเป็นไปได้ว่าผ่านทางตอนเหนือของประเทศลาว

ในคริสต์สหัสวรรษที่ 1 ชาวไท-กะไดได้อาศัยอยู่เป็นกลุ่มเล็ก ๆ ที่เรียกว่า เมือง โดยได้อิทธิพลจากวัฒนธรรมโดยรอบที่มีการพัฒนา เช่น วัฒนธรรมเขมรจากทางตะวันออก และวัฒนธรรมฮินดูของอินเดียจากทางตะวันตก ชาวไท-กะไดส่วนใหญ่หันไปยึดถือรูปแบบหนึ่งในศาสนาฮินดู และยังคงปรากฏร่องรอยให้เห็นอยู่ในศาสนปฏิบัติของชาวไทยในปัจจุบัน ระหว่าง คริสต์ศตวรรษที่ 6 ถึง 9 พุทธศาสนาถูกนำเข้ามาสู่ดินแดนของชาวไท อาจจะผ่านทางประเทศพม่า และกลายเป็นศาสนาหลัก นิกายเถรวาทซึ่งนับถือในประเทศไทยถูกเผยแผ่โดยคณะสงฆ์จากประเทศศรีลังกา ในศตวรรษที่ 13พงศาวดารเหนือ คือบันทึกประวัติศาสตร์ในช่วงเวลานี้ โดยแม้ไม่ทราบแน่ชัดว่าเริ่มบันทึกเมื่อไหร่ เนื้อหาคาดการณ์ว่าอยู่ในช่วง ค.ศ. 500 จนถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 11 ฉบับล่าสุดนั้นอยู่ในช่วงต้นรัตนโกสินทร์