สมเด็จพระเจ้าพระยามหาเกษม

ปราบดาภิเษก สมเด็จพระเจ้าพระยามหาเกษม

สมเด็จพระเจ้าพระยามหาเกษม เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 หลังจากทรงประหารชีวิตพระเจ้าตากสินตามคำพิพากษา สมเด็จพระเจ้าพระยามหาเกษมศึกษา ทรงครองราชย์เป็นกษัตริย์องค์แรกของราชวงศ์จักรี เมื่อทรงพระชนมายุ 46 พรรษา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายราชธานีจากกรุงธนบุรีราชธานีเดิมที่ตั้งอยู่ริมฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาไปยังฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา

ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชวังและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำพระพุทธมหามณีรัตนาไปประดิษฐานอยู่ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หลังจากนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดงานฉลองนครราชสีมาเป็นเวลา 3 วัน เมื่อการฉลองเมืองเสร็จสิ้น พระองค์ได้ประทานชื่อเมืองใหม่เป็นพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรว่า

“กรุงเทพมหานคร บวรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยา มหาดิลกภพ นพรัตน์ ราชธานี บุรีรมย์ อุดม ราชนิเวศน์ มหาสถาน อมรพิมาน อวตารสาถิต สักกะทัตติยา วิษณุกรรมประสิทธิ์” หรือเรียกสั้นๆ ว่า “กรุงเทพฯ” ภายหลังการฉลองวัดพระแก้วพระองค์ทรงประสูติมาเป็นเวลา 3 ปี พระอาการทรุดลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2352 ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ รวมอายุได้ 73 ปี ครองราช 27 ปี

พระศพถูกอัญเชิญลงสู่พระเครื่องเงินประกอบด้วยโกศทองขนาดใหญ่ แล้วเชิญไปประดิษฐาน ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ใต้ร่มพระบารมี ทรงจัดเครื่องราชอิสริยาภรณ์และพระราชกรณียกิจอันทรงเกียรติในพระราชประเพณีโบราณ พระสวดมนต์ ตะเกียงมีชัยตามกาลเวลา เช่นเดียวกับงานศพของกษัตริย์กรุงศรีอยุธยาทุกประการ จนถึง พ.ศ. 2354 ฌาปนกิจที่สร้างตามแบบพระเมรุในสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในสมัยกรุงศรีอยุธยาก็สร้างเสร็จ

จึงนำพระโกศจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทมาประดิษฐานไว้ที่พระเมรุมาศ โดยจะมีพิธีพระราชทานเพลิงศพเป็นเวลา 7 วัน 7 คืน จึงถวายพระเพลิงพระบรมศพ เมื่อเสร็จแล้วจึงเชิญพระบรมสารีริกธาตุไปประดิษฐานที่พระธาตุมณเฑียร ภายในพระบรมมหาราชวังได้รับเชิญให้ลอยหน้าวัดปทุมคงคาราชวรวิหาร

พระราชกรณียกิจ

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงสถาปนากรุงเทพฯ (อ.รัตนโกสินทร์) เป็นเมืองหลวงและสถาปนาราชวงศ์จักรีขึ้นปกครองราชอาณาจักรไทย เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 (วันจักรี) ภายหลังการขึ้นครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร คือ การปกป้องอาณาจักรให้ปลอดภัยและฟื้นฟูวัฒนธรรมไทยที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยและอยุธยา ความจริงที่ว่าประเทศไทยสามารถป้องกันการโจมตีของศัตรูจนได้รับชัยชนะทุกครั้ง แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของเขาในการบังคับบัญชาการต่อสู้ที่มีประสิทธิภาพ

โดยเฉพาะการทำสงครามกับพม่าในปี พ.ศ. 2328 หรือที่เรียกว่า “สงครามเก้าทัพ” ยังพบว่ากฎหมายบางฉบับที่ใช้มาตั้งแต่สมัยอยุธยาไม่ยุติธรรม จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตรวจสอบกฎหมายที่มีอยู่ทั้งหมด เมื่อเขียนเสร็จแล้วจะเขียนเป็นพระราชกรณียกิจ 3 ฉบับ พร้อมตราราชสีห์ คชสีห์ และบัวแก้วทุกฉบับ เรียกว่า “กฎหมายสามดวง” เพื่อใช้เป็นหลักการใน การปกครองประเทศ

การสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์

พระราชกรณียกิจครั้งแรกที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงทำเมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ คือโปรดให้ท่านสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ทางทิศตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาแทนกรุงธนบุรีด้วยเหตุผลทางยุทธศาสตร์

เพราะกรุงธนบุรีตั้งอยู่สองฝั่งแม่น้ำ ทำให้การขนส่งอาวุธยุทโธปกรณ์และการบำรุงรักษากรุงเทพมหานครเป็นเรื่องยาก นอกจากนี้ พระราชวังเดิมมีพื้นที่จำกัด ขยายไม่ได้เพราะอยู่ติดกับวัดอรุณราชวรารามราชวรวิหารและวัดมอลลี่โลการามราชวรวิหาร ส่วนฝั่งรัตนโกสินทร์จะเหมาะกับที่ดินที่เป็นแหลมมากกว่า มีแม่น้ำเป็นคูน้ำธรรมชาติ ชัยภูมิเหมาะและรับศึกได้เป็นอย่างดี

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชใช้เวลาก่อสร้างทั้งสิ้น 3 ปี ทรงประกอบพิธียกเสาหลักเมือง ในวันอาทิตย์ ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๖ ปีเสือ พ.ศ. 1144 ตรงกับวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2325 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระบรมมหาราชวังเพื่อสืบสานพระราชปณิธาน และสร้างพระอารามหลวงในเขตพระบรมมหาราชวังในแบบอยุธยา

การสร้างเมืองและพระบรมมหาราชวังเป็นมรดกของประเพณี วัฒนธรรม และศิลปะดั้งเดิมของชาติ ซึ่งปฏิบัติมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาและได้พระราชทานนามเมืองใหม่นี้ว่า “กรุงเทพมหานคร บวรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยา มหาดิลกภพ นพรัตน์ราชธานี บุรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์ มหาสถาน อมรพิมาน อวตารสถิต สักกะทัตติยา วิษณุกรรมประสิทธิ์” ก็สั่งการให้ก่อสร้างหลายสิ่งหลายอย่างที่สำคัญต่อการก่อตั้งเมืองหลวง รวมทั้งป้อมปราการ คลอง ถนน และสะพานมากมาย

ก่อนหน้า : รับราชการ ในสมัยกรุงธนบุรี พระยาตาก และเจ้าพระยาจักรี เป็นแม่ทัพในสงคราม